เมื่อโลกเงียบเสียงลงเพื่อรำลึกถึงความสูญเสียในวันรำลึกเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากล
ในวันที่ 27 มกราคมของทุกปี เมื่อโลกเงียบเสียงลงเพื่อรำลึกถึงความสูญเสียในวันรำลึกเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากล เรามักจะนึกถึงภาพความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ในค่ายกักกัน แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ที่มืดมนที่สุดหน้านั้น มีความจริงประการหนึ่งที่มักถูกลืมเลือนไป นั่นคือความเจ็บปวดของผู้พิการและคนตาบอด ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแรกๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็น "ชีวิตที่ไม่มีค่าแก่การอยู่รอด" เพียงเพราะสังคมในยุคนั้นใช้มาตรวัดทางกายภาพมาตัดสินคุณค่าของความเป็นคน
แต่วันนี้ กาลเวลาได้ให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุดแก่โลกแล้วว่า ชุดความคิดเหล่านั้นผิดพลาดเพียงใด เพราะเสียงดนตรีจากนักดนตรีตาบอดที่สะกดหัวใจผู้คน นวัตกรรมจากมันสมองของผู้พิการที่เปลี่ยนวิถีโลก หรือแม้แต่รอยยิ้มแห่งความหวังของเด็กๆ ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน คือหลักฐานที่มีชีวิตซึ่งยืนยันว่า ความบกพร่องทางร่างกายไม่ใช่อุปสรรคของหัวใจที่สมบูรณ์ และพวกเราไม่ได้รอดชีวิตจากอดีตเพียงเพื่อจะดำรงอยู่ แต่เราอยู่เพื่อสร้างสรรค์ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าความหลากหลายคือความงดงาม และศักยภาพของมนุษย์นั้นไร้ขีดจำกัดหากได้รับโอกาสที่เท่าเทียม
แม้กำแพงค่ายกักกันจะพังทลายลงไปนานแล้ว แต่กำแพงแห่งอคติในใจคนอาจยังหลงเหลืออยู่ วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ลองถามใจตัวเองดูว่า เวลาเรามองเห็นใครสักคนที่แตกต่าง เราเผลอใช้สายตาตัดสินคุณค่าของเขา หรือเรากำลังใช้หัวใจมองเห็นความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่มองเห็นอะไร แต่อยู่ที่การได้ทำอะไรให้กับโลกใบนี้ต่างหาก
มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์